Graphic Designer กับ 5 ทักษะที่ควรมีพกติดตัวไว้

Graphic Designer กับ 5 ทักษะที่ควรมีพกติดตัวไว้

5 ทักษะที่ Graphic Designer

มาดูกันซิว่าเครื่องมือที่จำเป็นมากๆต่อ Graphic Designer แท้ที่จริงมีอะไรบ้างที่สำคัญ
ถึงแม้ การเป็นดีไซน์เนอร์ที่ยอดเยี่ยม นั้นควรจะมี ความสามารถไม่ใช่น้อย มีความรู้และมีความเข้าใจ การใช้งานวัสดุดีไซน์ต่าง ๆ ได้อย่างปราดเปรี่ยว ช่ำชอง แต่ว่า สำหรับเพื่อการ ปฏิบัติงาน จริง ๆ เราก็เจอ ความจำกัด ล้นหลาม ที่ไม่เอื้อ ให้เรา ได้ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ อย่างมีคุณภาพสูงสุด หลาย ๆ ครั้ง พวกเรา จะต้องใช้ความชำนาญเดิม ๆ กระบวนการเดิม ๆ สำหรับในการสร้างงานให้เสร็จให้ได้ รวมทั้งจำเป็นต้องดีด้วย

แม้กระนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย หากเรา จะใช้เครื่องมือเดิม ๆ เพื่อวางแบบ ให้งาน ออกมาได้ทัน ระบุส่ง รวมทั้ง มันก็เป็นงานที่ดีได้ ถ้าคุณเก็บเกี่ยวความเชี่ยวชาญ ในความถนัดนั้น ๆ ได้อย่างชำนาญ จริง ๆ แบบที่พูดได้ว่า เป็นแนวทาง ประจำตัว ได้อย่างยิ่งจริง ๆ และก็ด้วยความถนัด เบื้องตัน พวกนี้เอง ที่สามารถช่วย แยกงานระดับ Professional กับมือสมัครเล่น ออกมาจากกันได้ ด้วย ประสบการณ์ส่วนตัว พบว่า มีความสามารถจำเป็นต้อง ไม่กี่อย่าง หรอก ที่เรา ประยุกต์ใช้เสมอ ๆ แต่ว่าถ้าเกิด พวกเรา ใช้ มันอย่างชำนาญแล้ว อย่างไรก็ไม่อดตาย แน่ ๆ ด้วยเหตุว่า มันครอบคลุม การทำงานได้ แทบจะทั้งหมดบนโลกนี้ ( อันนี้ก็มองแบบโอเวอร์ไปนิสส55+ โปรด ใช้วิจารณญาณ สำหรับการ อ่าน )

1. Die-Cut
การไดคัทจะว่าง่ายก็ไม่แน่เสมอไป เช่นถ้าเจอสถานการณ์ยากๆอย่าง รูปคุณภาพต่ำ ฉากหลังรกรุงรัง สภาพแสงแย่ๆ ก็ทำเอาเรื่องง่ายๆกลายเป็นงานหินได้เหมือนกัน การไดคัทของมือโปรกับมือใหม่แยกออกง่ายมาก สังเกตุได้จากเส้นขอบ งานดีๆจะเห็นว่าส่วนที่ควรคมก็จะคม ส่วนที่ควรฟุ้งก็จะฟุ้งและส่วนที่ปรับเซียนสุดๆก็คือ เส้นผมหรืออะไรทำนองนั้นหละครับที่จะทำให้งานทั้งหมดออกมาแน่ได้เลยหากว่าไดคัทไม่เนียน

ก็เลยเอา Tutorial เกี่ยวกับการไดคัทเส้นผมมาฝากกันเป็นของแถม มีหลายเทคนิค / วิธีการให้เลือกเอาตามใจชอบนะครับ ฝึกฝนบ่อยๆก็จะได้คล่องแคล่วถ้าทำเรื่องยากๆอย่างเส้นผมได้ดีส่วนอื่นๆก็ไม่ต้องกังวัลแล้วครับ

2. Pen Tool
ปากกาคือสุดยอดเครื่องมือที่ช่วยคุณเนรมิตสิ่งต่างๆให้เป็นจริงได้ การวาดเส้นคือจุดเริ่มต้นของทุกๆอย่าง ไม่ว่าคุณจะดร๊าฟภาพจากรูปถ่าย หรือจะวาดเส้นจากภาพสเก็ต การไดคัทภาพ หรือแม้แต่สร้างรูปทรงต่างๆตามใจต้องการก็ตาม ยิ่งวาดคล่องงานยิ่งเร็ว ยิ่งวาดบ่อยๆงานยิ่งดีขึ้นหากคุณสามารถควบคุมเส้นได้ดั่งใจไม่ว่าจะดัดโค้งหรือยึกยักไปมาคุณก็สามารถสร้างกราฟฟิกอะไรบนโลกนี้ก็ได้ครับ

3. Blend Mode
อันนี้ผมถือเป็นไอเทมลับเลย การใช้ Blend Mode เนี่ย พูดง่ายๆว่ามันคือ การกำหนดค่าให้ Layer มีคุณสมบัติในการโปร่งใสเมื่อค่าสีใดสีหนึ่งมาเจอกับอีกสี อะไรทำนองนั้นนะครับ ไม่ว่าจะในโปรแกรม Illustrator หรือ Photoshop มันจะทำหน้าที่แบบเดียวกัน และมีให้เลือกเยอะมากๆเลย จนบางทีเราสับสนไม่รู้อะไรเป็นอะไร แต่ถ้าเราให้เวลากับการทดลองทับไปมาเรื่อยๆ บางครั้งเราก็จะพบว่าได้ผลลัพธ์ดีๆที่ไม่คาดคิดมาก่อนแต่โดยส่วนใหญ่ อันที่ใช้กันบ่อยก็จะมี Multiply , Screen , Overlay , Soft Light

4. Color Taste
ถ้าให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ก็คือรสนิยม ในการเลือกใช้สี ที่แหละที่สำคัญ สีเดียวอาจจะยังไม่เท่าไหร่แต่เมื่อต้องใช้สีมากกว่า 2 สีทีไรก็มักสร้างปัญหาให้ Graphic Designer มือใหม่ได้อยู่เสมอๆ บางครั้งใช้คู่สีที่จัดว่าดีแล้วแต่ค่าความสด ความเข้ม ความสว่าง ไม่สมดุลกันก็ทำให้ภาพรวมของงานดูกร่อยไปในทันที ทางออกก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลยครับ เราแค่ดูว่างานสวยๆเค้าใช้สีแบบไหน คู่สีแบบไหน สมดุลสีแบบไหน ดูให้เยอะๆเข้าใว้ เราก็จะจำได้เองอัตโนมัติ และยิ่งตอนนี้ก็มีเครื่องมือเกี่ยวกับการเลือกสีให้เราใช้งานเยอะแยะมากมายทั้งในตัวโปแกรมออกแบบเอง และตามเว็บไซต์ต่างๆก็จงใช้ให้เป็นประโยชน์เถิดครับ งานดีๆมาดับด้วยการใช้สีเยอะแล้วครับ

5. Right Images
เมื่อมีการเลือกใช้สีไปแล้ว การเลือกใช้ภาพก็เช่นเดียวกัน เพราะภาพที่ดีนั้น ทำให้งานออกแบบ ชนะ ไปแล้ว 50 % แต่การได้มาซึ่งภาพที่ดีก็ต้องลงทุนนะครับ เช่นต้องจ้างช่างภาพถ่ายให้ หรือถ่ายเองก็ตามที รวมทั้งการซื้อภาพจาก Stockphoto ต่างๆ หรือแม้แต่จะโหลดภาพฟรีจากเว็บไซต์อย่าง http://goo.gl/1mnzQx ก็ตามทีเราล้วนต้อง “เลือก” ภาพที่ใช่ในงานของเราอยู่เสมอ

เคล็ดลับสำคัญของการเลือกภาพที่จะนำมาใช้
1.ภาพมีขนาดภาพใหญ่พอกับชิ้นงานเรา ควรใช้รูปคุณภาพสูงๆ เพราะถ้ามาแบบเล็กกระจิ๋วเอามาแต่งแทบตายยังใงก็ดูแย่อยู่ดี

2.ภาพต้องมีความชัดระดับนึง เป็นคนละเรื่องกับขนาดนะครับมันคือเรื่องของวัตถุในภาพที่จะต้องคมพอ แม้เราจะอยากเบลอมันภายหลังก็ควรนำภาพที่คมชัดที่สุดมาใช้ก่อนดีกว่า

3.ภาพต้องช่วยสื่อสารเรื่องราวของเราได้

เพียง 5 ทักษะนี้ที่ Graphic Designer ควรหมั่นฝึกฝน และมีไว้ให้เป็นทักษะติดตัว ถ้าอยากให้งานออกมาดี และเชื่อเถอะว่ายิ่งคุณทำมันได้ ในระดับผู้เชี่ยวชาญ มากเท่าไหร่ โอกาสของคุณจะยิ่งมากและขับให้ตัวคุณโดดเด่นออกมาจาก Graphic Designer คนอื่นๆ อย่างชัดเจนจริงๆ

ชอบเรื่องนี้ บอกให้เพื่อนรู้สิ!

หากอยากรู้ว่า Design ออกมาดีหรือยัง? ให้ดูจาก 12 สิ่งนี้

ใน หลายครา ดีไซน์เนอร์ ก็ บางทีอาจ บอก ใครๆ มิได้ว่างาน ของตน มันดี เช่นไร?
โน่นอาจเกิดขึ้น เนื่องจากว่า ความเชี่ยวชาญ ( ทักษะ ความรู้ความเข้าใจ หรือ ความสามารถ ) ขณะที่สร้างผลงานถูกใช้ไปตามประสบการณ์ ที่ผ่านการฝึกอบรม หรือทาง ที่ถนัด โดยมิได้ยึดหลักการ หรือ คิดแผน ทั้งหมดทุกอย่างล่วงหน้าอะไรมากไม่น้อยเลยที่เดียว ก็เลย เกิดเรื่องยาก ที่จะชี้แจงได้ว่า การจัดวางส่วนประกอบต่าง ๆ นั้นทำเพื่ออะไร ?

แม้กระนั้น เราเชื่อว่า อย่างนึงว่า ที่จริงแล้วมันมีแนวทาง หรือ คุณสมบัติ บางอย่าง ที่เพียงพอจะกล่าวได้ว่า วางแบบนี้ ดีหรือเปล่า ดียังไง เพราะถึงแม้คำว่าดีไซน์จะกินความหมายที่ค่อนข้างกว้าง แต่หากจำกัดลงมาให้อยู่ในแง่ของกาารดีไซน์เพื่อการสื่อสารล่ะ มันจะพอกำหนดออกมาเป็นเรื่อง ๆ ได้มั้ย เนื้อหานี้ ก็เลย จะพาไปพบกับ เหตุผลในความดูดี ของดีไซน์ ว่ามันจะดูดี ได้ด้วยส่วนประกอบแบบไหนบ้าง? เผื่อไว้เป็นแนวทาง การชี้แจงงานตนเอง ของดีไซน์เนอร์ หรือ แม้กระทั้ง ฝั่งผู้ที่วิจารณ์งาน ก็จะได้สามารถ บอกกับดีไซน์เนอร์ ได้อย่างเห็นภาพ ตรงกันเพิ่มมากขึ้น

Graphic Designer
Graphic Designer

01. มีจุดโฟกัส
ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่า จุดโฟกัส เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สุดขอ ภาพ เป็นสิ่งที่จะถูกดู เป็น อย่างแรก ในแว๊บแรก ที่สายตาเลื่อนมา ปะทะ กับ งานวางแบบขึ้น นั้น จุดโฟกัส ก็เลย เป็นส่วน ที่พวกเรา มักใส่ สิ่งจำเป็นที่สุดลงไป การได้มา ซึ่งจุดโฟกัส ก็มีหลายอย่างมากมาย ทั้งขนาด ทรง สี หรือตำแหน่ง มิได้มีกฎ แน่นอนอะไรที่ พูดว่าจุดโฟกัส เป็นส่วน ที่ชัดสุด แล้วส่วนอื่นเบลอ ด้วยเหตุว่า นี่เป็นงานกราฟฟิก ไม่ใช่รูปถ่าย ที่จะมอง ได้ง่ายขนาดนั้น ตกลงว่า เรากลับมาใช้ กระบวนการที่ง่าย ที่สุด เป็น ก็ทดลองดูผ่าน ๆ แว้บ ๆ หากส่วนไหน ที่พวกเรา มองเห็น หรือกระทบตาเราก่อน นั่นแหละที่เราเรียกว่า จุดโฟกัส

Anthony Miller/Dribbble
จากตัวอย่างด้านบนเราจะเห็นว่าภาพอาหารเป็นส่วนที่เด่นสุดของภาพ ทั้งๆที่ตัวอักษร Seafood Spectacular ก็ใหญ่โตและน่าจะโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ด้วยสีสันที่สดเข้มกว่าส่วนอื่นๆที่เป็นเพียงกราฟฟิคขาว-ดำ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่มันจะเป็นจุดสนใจของภาพได้

G./Dribbble ถ้า ภาพกราฟฟิค ทั้งหมดนี้ มันมีความกลมกลืนกันล่ะ? จะสามารถแยกโฟกัส ออกมาได้อย่างไร? ลองดูตัวอย่างนี้ก็จะเห็นว่าเลข 5 ซึ่งโดดเด่นมาก นอกจากขนาดที่ใหญ่กว่าอันอื่นแล้ว รูปแบบกราฟฟิคที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย อย่างการเพิ่มขีดเข้าไปในตัวเองก็ทำให้มันเป็นจุดโฟกัสได้เช่นกัน

02. มีความต่อเนื่อง
ความเกี่ยวเนื่อง ของการออก แบบคือความลื่นไหล ของกราฟฟิก และ เข้าใจความ ต่าง ๆ ที่ใส่รับกัน อย่างเป็นลำดับชั้น เพื่อมั่นใจว่า ผู้คนรับทราบ ในแบบที่ พวกเรา เจตนา จริง ๆ ไม่ได้ตีความผิดพลาดหรือดูสับสน พวกนี้ล่ะ ที่เรียกว่า ความเสมอ หรือ ลำดับขั้น นั้นแม้ว่าพวกเรา จะเริ่มด้วยจุดโฟกัส แต่ว่ามันก็จำเป็นต้อง พาไปสู่ รายละเอียด ส่วนอื่น ๆ ของภาพได้อย่างลื่นไหลด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากเรา มีส่วนประกอบ ต่าง ๆ อยู่เต็มหน้า แล้วจะใช้แนวทางไหนหละ ที่จะทำให้ใช้วิธีไหนหละที่จะทำให้มันสอดประสานกันอย่างต่อเนื่องได้บ้าง ลองมาดูกันเลย

ใข้การทำซ้ำ เรามีวิธีเรียกการซ้ำองค์ประกอบได้หลายอย่างเช่น Pattern , Repeat , Loop ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร การทำซ้ำไม่ได้หมายถึงแค่การก็อปปี้วัตถุออกมาเท่านั้น แต่มันคือการสร้างจังหวะบางอย่างที่มีทิศทางเดียวกันเพื่อให้มันนำไปสู่เรื่องราวหรือทิศทางอื่นได้
อย่างภาพประกอบด้านล่างเราจะเห็นภาพกลุ่มเมฆ ภูเขา พื้นดิน ก้อนหิน ที่เป็นเส้นแนวนอนต่อเนื่องกันมาในขณะที่โฟกัสของภาพคือหญิงสาวกับกระดานที่เป็นเส้นแนวตั้ง ประเด็นของเรื่องนี่้การใช้เส้นซ้ำในแนวนอนนั่นเอง ที่ทำให้ภาพนี้ดูลงตัวและน่าสนใจ

การแบ่งสัดส่วน คือการแยกองค์ประกอบต่างๆออกจากกันอย่างชัดเจน สังเกตุเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องตีความเยอะลักษณะที่เราคุ้นชินคือกริด และ กรอบต่างๆที่เป็นก้อนออกจากกันและมีลำดับการมองจากใหญ่ไปเล็ก ซ้ายไปขวา บนลงล่างก็ว่ากันไป
พื้นที่ว่าง ( White Space ) คือส่วนที่ว่างจริงๆ ที่เป็นสีขาวหรือสีพื้นไปเลย เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบ เพราะพื้นที่ว่างก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นำมาใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน
ตัวอย่างภาพด้านล่างเราจะเห็นการแบ่งกลุ่มก้อนและการใช้พื้นที่ว่าง ที่จัดวางอย่างลงตัวทั้งระยะห่างและขนาดของตัวหนังสือ/กราฟฟิค

03. ความสมดุล
ความสมดุลจัดเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติมอบให้เรามานานแล้ว ลองดูแค่ร่างกายของเรา หรือสรรพสิ่งต่างๆรอบตัวเราก็ได้ หลายอย่างมีความสมมาตร กล่าวง่ายๆคือด้านซ้ายกับด้านขวามีความสมดุลกันไม่เอียงไปทางได้ทางหนึ่ง

ในงานดีไซน์ก็เช่นกันความสมดุลก็ช่วยให้ภาพรวมของงานดูดีได้เช่นกัน โดยเราอาจสังเกตุได้จากตราสัญลักษณ์ของอะไรต่อมิอะไร ที่มันมักจะมีความสมดุลทั้งนั้น แม้ว่าองค์ประกอบที่ว่าจะเฟี้ยวฟ้าวมากน้อยแค่ไหน อย่างไรเสียที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือการจัดการกับ Balance ของมันนั่นแหละ

04. typefaces ที่อยู่ด้วยกันได้
บางครั้งเราอาจไม่ใช้ Typefaces ( หรือที่เรียกติดปากว่า font ) เพียงแบบเดียวในการออกแบบ เช่นเราอาจจะมี Headline เป็นฟอนต์นึง แต่เนื้อหาอาจต้องใข้อีกฟอนต์ที่อ่านง่ายกว่า สิ่งที่ต้องคิดคือการใช้ฟอนต์สองสามรูปแบบนี้ให้กลมกลืนกัน

เราสามารถทำได้ตั้งแต่การเลือกฟอนต์ที่จะใช้ หรือแม้แต่การจัดวางระยะห่างบนล่างของตัวอักษรเองล้วนเป็นเรื่องต้องคำนึงถึงอยู่เสมอ

05. ฟ้อนต์อ่านได้ง่าย
คงไม่ดีแน่ถ้าเราออกแบบมาอย่างสวยงามแล้วแต่คนดูดันอ่านไม่ออกหรือต้องใช้ความพยายามมากไปในการอ่านข้อความบนภาพนั้นให้ได้ เท่ากับการทำหน้าที่ของดีไซน์ย่อมไม่เสร็จสมบูรณ์แน่ๆ เราจึงใช้วิธีการเหล่านี้เพื่อลดปัญหาดังกล่าว

ขนาด เป็นหลักพื้นฐานที่ดีที่สุดแล้ว อยากที่จะให้อ่านง่าย ก็ทำใหญ่ ๆ สิ แต่ว่า กระบวนการทำใหญ่ ทำเล็ก ก็ต้องเป็นไปด้วย นัยยะสำคัญ ของลำดับชั้น การติดต่อสื่อสารด้วย แนวทาง ง่าย ๆ ว่าอะไรสำคัญสุด ก็ควรจะ ใหญ่สุด ก็ นับว่า ก็ดีจาก แบบอย่าง ข้างล่าง ชื่อ เว็บไซต์ นี่เด่นหรามาเลย แม้กระนั้นส่วนอื่น ๆ ก็อ่านได้ เหมือนกัน หากแม้ในชื่อบัตร จะเป็นอะไรที่ ควรจะมีข้อมูล สำคัญมาก ๆ แต่ว่า ก็มีความจำกัด ในเรื่องพื้นที่ ดีไซน์ ก็เลย จำเป็นต้องแก้ไขปัญหา ด้วยขนาด แล้วก็ลำดับ ความสำคัญเสียใหม่ ตามเจตนา ของ นามบัตรนั่นแหละ ที่บางครั้งอาจจะ ที่อาจจะอยากให้ไปเข้าเว็บไซต์เยอะ ๆ มากกว่า

สีและความคมชัด เช่นการใช้คู่สีตรงข้ามหรือตัวหนังสือสีอ่อนบนพื้นเข้ม เหล่านี้คือหลักการสร้างความคมชัดด้วยรูปทรง นั่นก็คือรูปทรงของตัวหนังสือที่โดดออกมาจากพื้นหลังมากๆนั่นเอง
สไตล์ บางทีเราจำเป็นต้องใช้ฟอนต์ที่เฉี่ยวๆเท่ๆ เราจึงต้องจัดวางอย่างระมัดระวังและตรวจสอบว่ามันลงตัวกับฟอนต์อื่นๆที่เรียบนิ่งด้วยหรือเปล่า
ตัวอย่างด้านล่างโชว์ให้เห็นการใช้สีเข้มอ่อนเน้นตัวอักษรอย่างคำว่า Wilson ให้โดดเด่น ในขณะที่ส่วนอื่นก็ยังคงดูเข้ากันและมีสไตล์ย้อนยุคอย่างที่ตั้งใจ

06. ความสมดุล ของแบบอย่าง รวมทั้ง การใช้แรงงาน
การออกแบบ ที่เพียงแค่มอง สวยสดงดงาม แม้กระนั้น มิได้ตอบปัญหา การติดต่อสื่อสาร พวกเราอาจไม่ถือว่ามันดูดี เพราะเหตุว่า ในชีวิตจริง ดีไซน์เนอร์ มิได้มีบทบาท เพียงแต่ทำอะไร ก็ได้งาม ๆ มันก็เลยต้อง ที่จำเป็นต้อง ปฏิบัติหน้าที่ อะไรบางอย่าง พร้อมไปกับ ต้นแบบ ที่งามด้วย ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบภาพ โปรโมท ให้กับแบรนด์ ใดแบรนด์หนึ่ง มันควรจะติดต่อสื่อสาร จุดเด่นของสินค้า ไปพร้อม ๆ กับความสวยงาม น่ามองด้วย

บางครั้งการไปมุ่งเน้นที่อย่างใดอย่างหนึ่งเช่น ทำให้สวยใว้ก่อนด้วยกราฟฟิคดีๆจัดวางเท่มากสุดเฉียบแต่ไม่มีองค์ประกอบของสินค้าเลย หรือการที่วางสินค้าใหญ่ๆเด่นๆแล้วเอาอะไรก็ได้ไปแปะๆ มันก็ไม่ใช่ทางออกอย่างแท้จริง (นอกเสียจากลูกค้าอยากให้เราทำอย่างนั้น 555 ) เพราะฉะนั้นหัวใจของเรื่องนี้คือการทำให้สองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน นั่นแหละคือคำตอบ

จากตัวอย่างมันฝรั่ง Doritos เราจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบภาพที่ใช้ทำรูปภูเขา ก้อนหิน พื้นดิน ที่รถขน Doritos พาขับเคลื่อนไปนั้นมันคือตัวขนมเองที่มีพื้นผิวและสีสันหลากหลายแต่ยังอยู่ในโทน ส้ม-เหลือง และเมื่อนำมาประกอบกับกราฟฟิกที่วาดขึ้นใหม่ในโทนแบบเดียวกัน ก็ดูดีและขายของไปพร้อมๆกันได้เช่นกัน

07. มีความตัดกัน ( Contrast )
การตัดกัน (Contrast) ของเส้นสีและองค์ประกอบ เป็นสิ่งสำคัญความมาก มากพอๆกับความคมชัดของภาพถ่าย แต่เราตัดสินความคมชัดได้ง่ายมากจากการดูภาพถ่าย ว่าภาพไหนเบลอภาพไหนชัด นั่นเป็นสิ่งที่แทบไม่ต้องคิดนานเลยในการบอก แต่กับงานกราฟฟิคกลับเป็นอีกเรื่องนึงเลย เพราะโดยความเป็นจริงแล้วภาพทั้งภาพย่อมต้องมีความคมชัดอยู่แล้ว เรายังจะต้องการความคมชัดไปทำอะไรอีก

อย่างนี้ครับ ความคมชัดในทางกราาฟิคเนี่ยมันคือการที่องค์ประกอบแต่ละอย่าง ดูออกหรือไม่ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ว่าจะด้วยสีสัน รูปร่าง ขนาด ที่ทำให้มันเกิดเป็นรูปทรงที่ชัดเจนเข้าใจได้ ไม่สร้างความคลุมเครื่อให้ผู้ชม สิ่งที่เข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้คือ Contrast ซึ่งคือการตัดกันขององค์ประกอบต่างๆในภาพ ก็เพื่อเน้นให้บางสิ่งบางอย่างเด่นชัดออกมา

ตัวอย่างด้านล่าง Contrast ถูกถ่ายทอดผ่านกราฟฟิกสีเจ็บๆที่วางบนพิ้นขาว นั่นทำให้รูปทรงต่างๆดูชัดเจนและเครียร์มาก ทั้งที่มีสีเหลืองที่ความเข้มสีจะอ่อนมาก แต่ก็ยังมองเห็นเป็นชิ้นเดียวกันได้ เพราะการเลือกพื้นหลังที่ตัดกันมากๆนั่นเอง

08. ใช้ประโย ขน์ จากพื้นที่ว่าง
พวกเราได้ยิน เรื่อง Space หัวข้อการ เว้นช่องว่าง สำหรับในการ ดีไซน์ มาบ่อยมาก อาจจะไม่ต้อง ชี้แจง อะไรมากมายแล้ว พูดอีกนัยหนึ่ง ส่วนที่ไม่มีอะไรนั้น อันที่จริงแล้ว มันมีเป็นประโยชน์ สำหรับการ สร้างบรรยากาศ โอบล้อม ของตัวงาน มันก็ปฏิบัติหน้าที่เป็นหลัก พื้นที่ว่าง ๆ เพื่อเป็นเวที ให้ส่วนประกอบ เด่น ๆ ได้ปฏิบัติงาน อย่างเต็มคุณภาพ นั่นเอง โดยใช้วิธักลุ่มนี้

ความใกล้กัน คือการวางองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกันให้อยู่ใกล้เคียงกัน เว้นระยะห่างพอประมาณพอให้ได้รู้ว่ามีจังหวะบางอย่างอยู่ เพื่อสร้างความต่อเนื่องของการจัดวางให้สมดุลน่าสนใจมากขึ้น
พื้นที่สีขาว ( White Space ) คือการจัดสรรค์ที่ว่างโล่งเพื่อปล่อยให้องค์ประกอบเด่นได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่ นอกจากนี้พื้นที่ว่างยังช่วยให้ภาพรวมดูสะอาดและสบายใจ เหมาะกับงานออกแบบที่เน้นลุคแบบนี้ได้อย่างดี
จากตัวอย่างด้านล่าง เราจะเห็นพื้นที่ว่างเปล่ามากๆที่ถูกแวดล้อมรอบด้วยองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆ อย่างไอคอนหรือตัวหนังสือ ที่ไม่มีอันไหนแย่งความสนใจไปจากสินค้าเลย

09. อารมณ์( Mood & Tone ) ไปกันได้
คือการที่ภาพรวมทั้งหมดดูเข้ากันและไปกันได้อย่างแนบเนียน พูดง่ายๆว่า Mood & Tone ของภาพสื่อสารอะไรบางอย่างออกมาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบตัวหนังสือ สีสัน รูปแบบกราฟิคที่ใช้ บวกกับการจัดวางที่พาให้งานชิ้นนั้นๆอยู่ในภาวะบางอย่าง

เช่นตัวอย่างด้านล่างเราจะเห็นว่าทั้งสองงานมีความเหมาะสมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกราฟฟิค , ภาพถ่าย , สไตล์เส้นสี และ ตัวอักษรที่ลงตัว มันจึงดูดีมากๆเลย

10. โทนสีที่กลมกลืน
นอกจากอารมณ์ขององค์ประกอบแล้ว สิ่งนึงที่ช่วยแยกดีไซน์ดีๆออกจากดีไซน์ธรรมดา คือการเลือกใช้สีได้อย่างกลมกลืน นั่นไม่ได้หมายความแค่การใช้สีโทนเดียวกัน แต่เรากำลังพูดถึงสีที่อยู่ตรงข้ามด้วยที่อาจจะถูกใช้ในสัดส่วนที่เหมาะสม ก็จะทำให้เกิดงานที่ไม่ได้ดูเรียบจนเบื่อ แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความชัดเจนว่างานออกไปในแนวทางของสีไหนด้วย

11. มันตรงโจทย์หรือไม่
เราต้องหมั่นตรวจสอบว่ามันตรงกับโจทย์ที่ได้รับแล้วหรือเปล่า เพราะงานออกแบบที่มีคนมาจ้างคงไม่ได้ต้องการให้เรามโนมาจากแรงบันดาลใจภายในหรือภายนอกที่ไหน มันเป็นสิ่งที่ถูกย่อยมาจากวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ หรือการสื่อสารบางอย่าง นอกจากการตั้งใจทำให้มันสวยแล้วนักออกแบบต้องหมั่นถามไถ่คนที่บรีฟงานให้แน่ใจได้ว่า เขาต้องการอะไรกันแน่ ถ้างานที่ทำมาทั้งหมดดูดีแต่ผิดวัตถุประสงค์คงต้องทบทวนและเริ่มกันใหม่หละครับ

12. ผลงานมีคุณภาพสูง
ไม่ได้หมายถึงผลงานมีรางวัลการันตี หรือว่าเป็นดีไซน์พรีเมียมหรูหราอะไรนะครับ เรากำลังพูดถึงไฟล์ที่มีความละเอียดสูงพอ เช่นไฟล์ภาพที่ใช้มีความละเอียดสูงคมชัด การตั้งค่าการทำงานถูกเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกุลสี ( RGB / CMYK / etc. ) ขนาดของตัวงาน หรือแม้แต่นามสกุลของไฟล์เอง มันควรต้องมีคุณภาพที่ดียืดหยุ่นพอจะนำไปใช้งานต่อในสภาพแวดล้อมอื่นๆได้

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อคุณทำภาพสำหรับลง Facebook ด้วยขนาด 1000 x 1000 pixel แล้วต่อมาจึงเอาไปพิมพ์เป็น poster ขนาด A3 ภาพที่ได้จะไม่มีความคมชัดและงานดีๆของคุณเมื่อไปอยู่ในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม มันก็จะดูแย่ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลย

เพื่อปกป้องผลงานอันดีงามของเรา จึงควรต้องเริ่มต้นจากไฟล์คุณภาพสูงแล้วค่อย downgrade ลงตามการใช้งานจะดีกว่าครับ รับทำ graphic

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *